เครื่องสำอางสารพัดนึก…..ที่คาดไม่ถึง

            เมื่อพูดถึงไข่ หลาย ๆ คนมักจะนึกถึงไข่ไก่ และไข่เป็ด เพราะไข่สองชนิดนี้นิยมนำมาประกอบอาหารทั้งคาวและหวานมากกว่าชนิดอื่น ๆ เช่นเอ่ยถึงไข่เจียวก็สามารถมองเห็นภาพและได้กลิ่นอันอวลกรุ่นปะทะจมูกทำให้น้ำลายไหลได้เลยทีเดียว

 

      ไข่ถูกจัดอยู่ในอาหารจำพวกโปรตีน โดยเฉพาะส่วนที่เป็นไข่ขาว สำหรับไข่แดงจะมีเลซีทิน(Lecithin) และโคเลสเตอรอล(Cholesterol) เราจึงมักจะนำส่วนของไข่ทั้ง 2 ส่วนนี้มาเป็นเครื่องสำอางสำหรับผู้หญิง เช่น ช่วยดูดสิวเสี้ยน ทำให้ผิวหน้าตึงสดชื่นเบาสบาย ช่วยลดริ้วรอยในระยะหนึ่ง และลบรอยแผลเป็น แก้ท้องลายในสตรีที่เพิ่งคลอดบุตร หรือใช้เป็นครีมหมักผม และครีมนวดผมได้ ซึ่งทั้งหมดนั้นต้องมีกรรมวิธีดังนี้

       ไข่ขาวใช้มาส์กหน้า เพื่อดูดสิวเสี้ยน และฝุ่นละอองหรือสิ่งสกปรกที่ตกค้างอุดตันรูขุมขน หรือลอกเซลล์ผิวหน้าที่ตายแล้วให้หลุดร่วงออกมา เมื่อเราลอกแผ่นไข่ขาวที่เรามาส์กไว้จนแห้ง

 

       บางรายวิวัฒนาการประยุกต์ใช้ไข่ขาวผสมเข้ากับดินสอพองกวนให้เข้ากัน หรือจะผสมผงขมิ้นละเอียดเข้าไปด้วยก็ได้เช่นกัน  เมื่อกวนเข้ากันดีแล้วก็ทาบนใบหน้า ยกเว้นบริเวณคิ้วและดวงตา จากนั้นใช้กระดาษทิชชูบาง ๆ แปะทับไข่ขาวที่ทาไว้ ใช้นิ้วกดกระดาษทิชชูลงไปให้กระชับติดผิวหน้า ทำหลาย ๆ ชั้นด้วยการหยดไข่สลับกับการวางกระดาษทิชชู ให้เหลือช่องปาก คิ้ว และรูจมูกไว้

 

       จากนั้นก็รอจนกระทั่งกระดาษทิชชูที่แนบไว้บนใบหน้านั้นค่อย ๆ แห้ง ในระหว่างนี้จะสังเกตได้ด้วยตัวเองถึงแรงดูดจากกระดาษ ซึ่งเกิดจากการแห้งตัวของไข่ขาว ใบหน้าจะเริ่มตึง ช่วงนี้ห้ามพูด ห้ามหัวเราะใด ๆ เพราะใบหน้าอาจจะเกิดรอยเหี่ยวย่นได้

 

       ครั้นเมื่อแห้งดีแล้วค่อย ๆ ดึงกระดาษทิชชูที่แห้งแล้วออกทีละนิด ๆ กระทั่งหลุดออกจากใบหน้าให้หมด จะรู้สึกเบาสบายผิวหน้า หลังจากนั้นหากต้องการจะวางแว่นแตงกวาลงไปอีกก็ได้ เพื่อช่วยกระตุ้นผิวให้สดชื่น ก่อนจะเช็ดหน้าด้วยน้ำอุ่น ๆ จะทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่มและสะอาดอย่างสัมผัสได้ทันที

      

           อีกวิธีหนึ่งในการรักษาผิวหน้าที่ได้จากไข่ก็คือ การใช้ไข่ต้มช่วยรักษาแผลเป็นบนตัวเรา หรือจุดด่างดำบนใบหน้า โดยการเอาไข่เป็ดหรือไข่ไก่ไปต้มให้สุกเต็มที่ แล้วตักมาปอกเปลือกทันที โดยห้ามเอาไปถูกน้ำเย็นหรือแช่น้ำเป็นอันขาด ให้ปอกเปลือกทั้งที่ยังร้อนอย่างนั้น และนำไข่ที่ยังร้อน ๆ อยู่ไปกลิ้งคลึงตรงรอยแผลเป็น คลึงจนกว่าไข่จะเย็นลงแล้วค่อยหยุดทำ ให้วิธีนี้ทุก ๆ วัน รอยแผลก็จะค่อย ๆ จางลงไปเอง

      

        ไข่แดงก็นิยมนำมาใช้ทาผิว เพื่อช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น ลดอาการผิวแห้ง เมื่อใช้นวดผม ทำให้ผมนิ่มเป็นเงางาม มักใช้ไข่แดงผสมในแชมพูสระผมสำหรับผู้ที่มีผมแห้งหยาบ

 

        หรือถ้าอยากจะให้ผมมีน้ำหนัก  หงอกช้า ก็ให้ใช้ไข่แดง 1 ฟอง ผสมกับน้ำมันมะกอกและน้ำผึ้ง ซึ่งอัตราส่วนผสม 2 ตัวหลังนั้นให้ดูว่าจะใช้กับผมยาว หรือผมสั้น ถ้าผมยาวให้ใช้ในปริมาณที่มากขึ้นแล้วคนให้เข้ากัน ชโลมให้ทั่วผมทั้งศีรษะ ปล่อยให้แห้งหรือจะทิ้งไว้ทั้งคืนก็ได้ ทำเพียง 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็จะได้ผมสลวยและมีน้ำหนักเป็นเงางาม

      

        แต่ถ้าไม่ชอบสูตรบำรุงผมที่กล่าวไปข้างต้น ยังมีอีกสูตรหนึ่งให้ลองดูบ้าง ซึ่งเป็นครีมนวดผมหรือทากันผิวแตกได้ คือนำไข่แดงผสมกับน้ำมันถั่วเหลือง จะน้อยหรือมากแล้วแต่ความต้องการของผู้ใช้ แล้วตีให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวกันจนเป็นครีม จากนั้นให้เติมน้ำมะนาวลงไปนิดหนึ่ง ถ้าไม่มีมะนาวใช้น้ำมะขามเปียกแทนก็ได้ เพื่อช่วยประสานไม่ให้เนื้อครีมนั้นเหนียวข้นและจับตัวเป็นก้อนเวลาที่ใช้ทาผิวหรือใช้นวดผมและหากนำครีมนั้นมานวดผม ควรทิ้งไว้สักครู่ก่อนจึงค่อยล้างออกด้วยน้ำอุ่นประมาณ 2 – 3 ครั้ง เพราะจะช่วยให้ส่วนที่เหนียวติดเส้นผมหลุดออกได้เร็วขึ้น ทำให้รังแคหายเป็นปลิดทิ้ง ไม่ทำให้หนังศีรษะแห้งรู้สึกสะอาดมากขึ้น

      

        นอกจากนี้ ไข่เค็มยังเป็นยาช่วยสมานผิว สามารถลบรอยแผล แก้ท้องลายของสตรีหลังคลอดได้ คือซื้อไข่เค็มมา 7 ฟอง พอหลังคลอด 1 วัน ให้รับประทานไข่เค็มวันละฟองติดต่อกันตลอด 7 วัน ท้องก็จะสมานกันสนิทเหมือนเมื่อครั้งก่อนท้อง สูตรนี้ผู้เฒ่าผู้แก่ใช้กันมากขณะที่อยู่ไฟ ซึ่งทางภาคอีสานมักจะใช้ไข่ต้มธรรมดากินกับเกลือใช้เป็นกับข้าวแทน โดยไม่รับประทานอย่างอื่นอีกเลยขณะที่กำลังอยู่ไฟ เพราะจะทำให้ผิดสำแดงได้ เพราะไข่จะช่วยบำรุงร่างกายและสมานแผลให้หายเร็วขึ้น

      

          จึงนับได้ว่าไข่ให้ประโยชน์และมีคุณค่า สามารถใช้เป็นเครื่องสำอางและอาหารในเวลาเดียวกัน อย่างที่เรียกว่าทูอินวันก็คงไม่ผิดนัก ถึงแม้ว่าไข่ยุคนี้จะแพงหน่อย แต่คงไม่แพงไปกว่ายาสระผมที่บอกว่าผสมไข่ (โปรตีน) ที่มีขายตามท้องตลาดแน่

 

       ที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นไข่ยุคไหน ๆ ก็พอกันเรื่องราคา และคงต้องมีอยู่แทบทุกครัวเรือน ลองหันมาใช้ไข่เป็นเครื่องสำอางที่ได้จากธรรมชาติโดยตรงดูบ้าง แล้วจะเห็นความแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการสกัดหรือแปรรูป กับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากธรรมชาติ ว่ามีคุณค่าต่างกันเพียงใด

 

Copyright© 2006, It-gateways.com. All rights reserved